โครงการสร้างเสริมสุขภาพ ค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และค่ายประเสริฐสงคราม ให้บริการ ควบคุม กำกับดูแล ในด้านสุขภาพ ให้กับกำลังพล ครอบครัว และบุคคลทั่วไปในเขตพื้นที่รับผิดชอบ หากมีปัญหาในด้านสุขภาพ ติดต่อได้ที่ โทร.043-563211,043-563219 หรือ e-mail:yodfa.milhealth@yodfahospital.go.th

การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ

      

เชื้อก่อโรคมีการแพร่กระจายเชื้อ ได้หลายทางคือ
1. การสัมผัส (Contact Transmission)
1.1 Direct Contact - การสัมผัสโดยตรง ระหว่างคนกับคน
1.2 Indirect Contact - การสัมผัสทางอ้อมโดยผ่านสิ่งแวดล้อมหรือเครื่องมือที่ไม่ปราศจากเชื้อ
1.3 Droplet Contact- การสัมผัสผ่านละอองเสมหะ ในระยะไม่เกิน 3 ฟุต เช่นคางทูม ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น



2. Common Vehicle transmission

- การแพร่กระจายที่เกิดจากการที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ในผลิตภัณฑ์เลือด อาหาร น้ำ ยา สารน้ำที่ให้แก่ ผู้ป่วย
- ทำให้เกิดการติดเชื้อในผู้ป่วยหลายราย เช่น การติดเชื้อ Salmonella จากอาหาร

3. Airborne transmission



- การแพร่กระจายโดยการสูดเอาเชื้อที่ลอยอยู่ในอากาศเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ
- ขนาดอนุภาคจะเล็กประมาณ 1-5 ไมครอน
- เชื้อจะลอยอยู่ในอากาศได้นาน เช่น TB และ อีสุกอีใส


4.Vectorborne transmission


- เป็นการแพร่กระจายเชื้อโดยแมลง หือสัตว์นำโรค คนได้รับเชื้อจากการถูกแมลงหรือสัตว์กัดและเชื้อที่มีอยู่ในตัวแมลงถ่ายทอด สู่คน เช่น การถูกยุงที่มีเชื้อเด็งกี่กัด แมลงวันเกาะขยะแล้วมาเกาะอาหาร
 

Standard Precautions

1. ใส่ถุงมือทุกครั้งที่คาดว่าจะมีการสัมผัสเลือด สารน้ำหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย
2. ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสเลือด สารน้ำหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยและทุกครั้งหลังถอดถุงมือ
3. ใส่ผ้าปิดปาก-จมูกและแว่นป้องกันตาทุกครั้งที่คาดว่าจะมีการกระเด็นของเลือด สารน้ำหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยถูกบริเวณใบหน้าและผ้ากันเปื้อน (ยาง, พลาสติก) หรือรองเท้าบู๊ทเพื่อป้องกันบริเวณลำตัว เท้า


Contact Precautions
(การติดเชื้อที่แพร่กระจายได้จากการสัมผัส)

1. แยกผู้ป่วยไว้ในห้องแยกและปิดประตูทุกครั้งหลังเข้าหรือออกจากห้องผู้ป่วย
2. สวมถุงมือทุกครั้งเมื่อสัมผัสผู้ป่สนทั้งบุคลากรและญาติ
3. ล้างมือแบบ hygienic handwashing หลังถอดถุงมือและก่อนออกจากห้องแยก






Droplet Precautions

(การติดเชื้อที่แพร่กระจายได้ทางละอองในอากาศ )

1. แยกผู้ป่วยไว้ในห้องแยกและปิดประตูทุกครั้งหลังเข้าหรือออกจากห้องผู้ป่วย

2. ผู้ที่จะเข้าไปในห้องผู้ป่วยหรือดูแลผู้ป่วยต้องใส่ ผ้าปิดปาก-จมูก ชนิด N95

3. สวมถุงมือชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง ทุกครั้งที่สัมผัสผู้ป่วย
4. ล้างมือแบบ hygienic handwashing หลังถอดถุงมือและก่อนออกจากห้องแยก
5. ให้ผู้ป่วยใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปาก-จมูกเวลาไอ จาม และใส่ผ้าปิดปาก-จมูก ชนิดธรรมดาตลอดเวลา ยกเว้นเวลารับประทานอาหารและแปรงฟัน
6. ถ้าต้องมีความจำเป็นในการเคลทื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอก ห้องให้ผู้ป่วยใส่ผ้าปิดปาก-จมูกชนิดธรรมดา



Airborne Precautions
(การติดเชื้อที่แพร่กระจายทางอากาศ )

1. แยกผู้ป่วยไว้ในห้องแยกพิเศษ และปิดประตูทุกคครั้งหลังเข้าหรือออกจากห้องผู้ป่วย
2. ผู้ที่จะเข้าไปในห้องผู้ป่วยหรือดูแลผู้ป่วยต้องส่ผ้าปิดปาก-จมูก ชนิด N95
3. สวมถุงมือชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง ทุกครั้งที่สัมผัสผู้ป่วย
4. ล้างมือแบบ hygienic handwashing หลังถอดถุงมือและก่อนออกจากห้องแยก
5. ให้ผู้ป่วยใช้ผ้าหรือกระดาษปิดปาก-จมูกเวลาไอ จาม และใส่ผ้าปิดปาก-จมูก ชนิดธรรมดาตลอดเวลา ยกเว้นเวลารับประทานอาหารและแปรงฟัน
6. ถ้าต้องมีความจำเป็นในการเคลทื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอก ห้องให้ผู้ป่วยใส่ผ้าปิดปาก-จมูกชนิดธรรมดา

 

COP VAP

WHAPO to VAP Prevention

1. W: Wean
ถอด อุปกรณ์และเครื่องช่วยหายใจออกจากผู้ป่วยให้เร็วที่สุดตามข้อบ่งชี้ทาง คลินิกและ weaning protocol ของโรงพยาบาล เนื่องจาก blofilm ระหว่างอุปกรณ์กับเยื่อบุจะเป็นแหล่งขยายตัวของเชื้อจุลชีพ

2. H: Hand hygiene
2.1 ล้างมือด้วยสบู่และน้ำหรือ alcohol-based handrubs (ถ้าไม่มีการปนเปื้อนที่เห็นชัด) ในกรณีต่อไปนี้
- ก่อนและหลังสัมผัสกับผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจหรือเจาะคอ
- ก่อนและหลังสัมผัสกับอุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจซึ่งกำลังใช้กับผู้ป่วย ไม่ว่าจะสวมถุงมือหรือไม่ก็ตาม
- หลังจากสัมผัสกับเยื่อบุ, สารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ, หรือวัตถุที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง ไม่ว่าจะใส่ถุงมือหรือไม่ก็ตาม
2.2 เปลี่ยนถุงมือและล้างมือ ในกรณีต่อไปนี้
- ระหว่างการสัมผัสผู้ป่วยคนละราย
- หลังจากจับต้องสารคัดหลั่งหรือวัตถุที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งจากผู้ป่วยราย หนึ่ง และก่อนที่จะไปสัมผัสผู้ป่วยรายอื่น วัตถุ หรือสิ่งแวดล้อม
- ระหว่างการสัมผัสกับตำแหน่งของร่างกายที่ปนเปื้อน และทางเดินหายใจหรืออุปกรณ์ช่วยหายใจในผู้ป่วยรายเดียวกัน




3. A: Aspiration Precautions
3.1 ป้องกันการสำลักเนื่องจากการใส่ท่อช่วยหายใจ
ก. ใช้ noninvasive positive-pressure ventilation ผ่าน face mask เพื่อลดความจำเป็นและระยะเวลาในการใส่ท่อช่วยหายใจในผู้ป่วยบางกลุ่ม (เช่น ผู้ป่วยที่มี hypercapneic respiratory failure เนื่องจาก acute exacerbation of COPD or cardiogenic pulmonary edema) และใช้เป็นส่วนหนึ่งของ weaning process
ข. หลีกเลี่ยงการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ำ
ค. ก่อนที่จะปล่อยลมจาก cuff หรือถอดท่อช่วยหายใจให้ดูดเสมหะบริเวณเหรือ cuff ออกให้หมด
ง. ระบาย circuit condensale ก่อนจัดท่าผู้ป่วย
3.2 ป้องกันการสำลักเนื่องจากการให้อาหารทางสายยาง
ก. ในผู้ป่วยที่ใส่เครื่องช่วยหายใจและไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์ ให้ยกหัวเตียงผู้ป่วยสูงทำมุม 30-45 องศา
ข. ตรวจสอบตำแหน่งของสายยางให้อาหารและวัด gastric residual volumes ก่อนให้ tube feeding ถอดสายยางให้อาหารออกให้เร็วที่สุด


4. P: Prevent Contamination
ก. ทำความสะอาดเครื่องมืออย่างทั่วถึง ก่อนที่จะนำเครื่องมือไปทำให้ปราศจากเชื้อหรือทำลายเชื้อ (พิจารณาใช้ enzymatic cleaner สำหรับเครื่องมือที่มี lumen หรือผิวไม่ราบเรียบ)
ข. ถ้าเป็นไปได้ใช้การนึ่งฆ่าเชื้อด้วยไอน้ำกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สัมผัส กับเยื่อบุของผู้ป่วย กรณีที่เครื่องมือและอุปกรณ์นั้นไวต่อความร้อนหรือความชื้น ให้ใช้ low-temperature sterillzation methods และ rinse ด้วย sterile water
ค. เปลี่ยน ventilator circults ต่อเมื่อเห็นความสกปรกที่ชัดเจน (โดยทั่วไปไม่ควรเปลี่ยนบ่อยกว่าทุก 48 ชั่วโมง) และควรเทหยดน้ำในท่อทิ้งบ่อย ๆ ให้เป็น routine
ง. การ suction ให้ทำเท่าที่จำเป็น ใช้วิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่เหมาะสมและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งโรงพยาบาล, แยกอุปกรณ์ที่ใช้ดูดเสมหะและน้ำลายในช่องปากกับที่ใช้ดูดใน endotrachial tube ออกจากกัน, ใช้ saline ต่อเมื่อเสมหะเหนียวข้น
** ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนในเรื่องการเลือกใช้ multiuse closed-system suction catheter หรือ single-use open-system suction catheter, การใช้ sterile หรือ clean gloves


5. Oral Care
ลด colonization dental plaque โดยการแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง,ดูแลความชุ่มชื้นของเยื่อบุโดยใช้ moisturizer ทุก 2-4 ชั่วโมง

Hand Hygiene

การทำความสะอาดมือ

(Hand Hygiene)

เชื้อโรคบนมือ



1. เชื้อโรคที่อยู่ชั่วคราว (Transient Flora) เช่น Staphylococcus aureus, Pseudomonas aeruginosa
1.1 อาศัยอยู่ในผิวหนังชั้นบน
1.2 ไม่ติดแน่น
1.3 มักไม่เจริญแบ่งตัวบนผิวหนัง
1.4 เป็นสาเหตุของ การติดเชื้อในโรงพยาบาล
1.5 กำจัดออกได้ง่ายโดยการล้างทำความสะอาดมือ

2. เชื้อโรคที่อยู่ประจำ (Resident Flora) เช่น Staphylococcus . epidermidis, Coagulase-negative staphylococci
2.1 อาศัยอยู่ในผิวหนังชั้นลึก
2.2 ก่อให้เกิดโรคน้อย เข้าร่างกายผ่านอุปกรณ์ที่สอดใส่เข้าไป และเมื่อภูมิคุ้มกันลดลง
2.3 ลดจำนวนลงได้จากการล้างมือ แต่ไม่สามารถกำจัดออกได้หมด





ข้อบ่งชี้ในการทำความสะอาดมือ
1. ก่อนและหลังการสัมผัสตัวผู้ป่วย
2. หลังถอดถุงมือ
3. ก่อนสัมผัสกับอุปกรณ์ที่จะสอดใส่เข้าร่างกายผู้ป่วย ไม่ว่าจะใส่ถุงมือหรือไม่
4. หลังสัมผัสกับ Body fluids or excretion , mucous membranes, nonintact skin หรือ wound dressings
5. เมื่อเปลี่ยนการทำกิจกรรมกับส่วนที่สกปรกไปส่วนที่สะอาดในระหว่างการดูแลผู้ป่วย
6. หลังสัมผัสสิ่งของหรืออุปกรณ์ที่ใช้กับผู้ป่วยแล้ว
7. หลังสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อโรค


การทำความสะอาดมือ
1. การล้างด้วยน้ำกับสบู่ธรรมดา (Normal Handwashing)
ข้อบ่งชี้

1.1 หลังถอดถุงมือ
1.2 ก่อนและหลังสัมผัสผิวหนังผู้ป่วยปกติ ที่ไม่มีการปนเปื้อน infectious material ที่มองเห็นได้ เช่น เลือด หนอง ฯลฯ
1.3 ก่อนปฏิบัติกิจกรรมพยาบาลทั่วไปที่ไม่ต้องใช้เทคนิคปราศจากเชื้อ
1.4 หลังสัมผัส non-infectious material เช่น น้ำดื่ม อาหารสะอาด ฯลฯ

2.การล้างมือด้วยสบู่น้ำยาฆ่าเชื้อ (Hygienic Handwashing )
ข้อบ่งชี้

2.1 ก่อนการสอดใส่อุปกรณ์
2.2 ก่อนการสัมผัสหรือทำกิจกรรมกับ
- ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มโรคต่ำ
- ผิวหนังที่มีแผล
2.3 หลังสัมผัสสิ่งสกปรก / เชื้อโรค (Infectious material )

3.การล้างมือก่อนการผ่าตัด (Surgical Handwashing)
ข้อบ่งชี้


3.1ตัดเล็บให้สั้นและแคะขี้เล็บออก
3.2 ไม่ใส่เล็บปลอมหรือต่อเล็บ และไม่ทาสีเล็บ
3.3 ใช้สบู่ antiseptic ปริมาณเพียงพอฟอกมือจนถึงข้อศอกทั้งสองข้างจนทั่วถึงนานไม่ต่ำกว่า 2-5 นาที
3.4. เช็ดมือให้แห้งด้วยผ้าหรือกระดาษเช็ดมือปราศจากเชื้อชนิดใช้ครั้งเดียว
3.5 ปิดก๊อกด้วยเท้าหรือขาแทนมือ


การล้างมือเพื่อการผ่าตัดด้วย Alcohol-based handrubs
1. ครั้งแรกของวันให้ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ผสมยาฆ่าเชื้อเพื่อชะล้างสิ่งสกปรกออกจากมือก่อน
2. เช็ดมือให้แห้งด้วยผ้าสะอาด
3. ปิดก๊อกด้วยเท้าหรือขาแทนมือ
4. ใช้ Alcohol-based handrubs > 6 mLถูมือและแขนทั้งสองข้างจนทั่ว
รอจนแอลกอฮอล์ระเหยแห้ง ไม่ต้องใช้ผ้าเช็ดมือ



การใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือ
1.ลูบให้ทั่วมือและนิ้ว จนกระทั่งระเหย แห้ง ประมาณ 20-30 วินาที
2.ปริมาณการใช้ขึ้นกับข้อแนะนำของผู้ผลิต ประมาณ 3.0 - 5.0 ซีซี
3.หลังถูมือด้วยแอลกอฮอล์ 5-10 ครั้งแล้วรู้สึกเหนียวมือให้ล้างออกด้วยน้ำกับสบู่


ข้อปฏิบัติอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดมือ
การใส่ถุงมือ
1. ลดการปนเปื้อนเชื้อโรคจากผู้ป่วย
2. ป้องกันการแพร่เชื้อประจำถิ่นจากบุคลากรไปยังผู้ป่วย
3. ลดการปนเปื้อนเชื้อประจำถิ่นจากผู้ป่วยแล้วนำไปแพร่สู่ผู้ป่วยรายอื่น
4. ถุงมือไม่สามารถป้องกันมือจากการปนเปื้อนเชื้อได้ทั้งหมด เนื่องจากถุงมืออาจรั่ว หรือเกิดการปนเปื้อนขณะถอดถุงมือ

การใส่แหวน
1.ทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อโรคบนมือมากขึ้นและอาจล้างออกไม่หมด





สรุป
1.มือของบุคลากรในโรงพยาบาลอาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคขณะปฏิบัติงานและเป็นเหตุให้เกิดการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อได้
2.บุคลากร ในโรงพยาบาลควร ทำความสะอาดมืออย่างถูกต้องตามข้อบ่งชี้ โดยการล้างด้วยน้ำกับสบู่หรือ น้ำยาฆ่าเชื้อ หรือ การลูบมือด้วยแอลกอฮอล์
3. การกระตุ้นและส่งเสริมให้บุคลากรทำความสะอาดมือต้องใช้ หลายวิธีประกอบกันจึงจะมีประสิทธิ
ภาพ


 

 

 
     
โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชช
ที่อยู่ : โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ   ต.โพธิ์สัย อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด  45280
, E-Mail : yodfa@yodfahospital.go.th
 WWW.Yodfahospital.go.th